องค์ประกอบและการดำรงตำแหน่ง

 องค์ประกอบของคณะกรรมการจริยธรรม ตามข้อ 14 แห่ง ประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน
 1. ประธานกรรมการ จำนวน 1 คน (ข้อ 14 (1))
 2. กรรมการผู้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารหรือประเภทอำนวยการจำนวน 2 คน (ข้อ 14 (2))
 3. กรรมการซึ่งเป็นข้าราชการในส่วนราชการจำนวน 2 คน (ข้อ 14 (3))
 4. กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกจำนวน 2 คน (ข้อ 14 (4))
อนึ่ง ข้าราชการซึ่งดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับต้นขึ้นไปเป็นหัวหน้ากลุ่มงานคุ้มครองจริยธรรมและเลขานุการคณะกรรมการจริยธรรม โดยมีกลุ่มงานคุ้มครองจริยธรรมทำหน้าที่เป็นฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการจริยธรรมประจำส่วนราชการ

 คุณสมบัติคณะกรรมการจริยธรรม ตามข้อ 14 แห่ง ประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน
 1. ประธานกรรมการจริยธรรม ตามประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน ข้อ 14 (1)
 (1) เป็นผู้ทรงคุณวุฒิภายนอก
 (2) เป็นผู้มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ โดยได้รับความเห็นชอบจาก ก.พ.
 (3) ไม่เคยถูกลงโทษทางวินัย
 2. กรรมการจริยธรรม ตามประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน ข้อ 14 (2) – (4)
 (1) เป็นผู้มีเกียรติ เป็นที่ยอมรับของส่วราชการนั้น
 (2) เป็นผู้ไม่เคยถูกลงโทษทางวินัย
อนึ่ง การสรรหาประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิภายนอก (สำนักงาน ก.พ.)
 (1) ต้องไม่เป็นภิกษุ สามเณร นักพรตหรือนักบวช
 (2) ต้องไม่เป็นบุคคลล้มละลายทุจริต
 (3. ต้องไม่เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก แม้จะมีการรอการลงโทษ ในความผิดอันได้กระทำโดยประมาท ความผิดลหุโทษ หรือความผิดฐานหมิ่นประมาท
 4. ต้องไม่ประกอบอาชีพ หรือวิชาชีพอย่างอื่นหรือดำรงตำแหน่งหรือประกอบการใด ๆ อันเป็นการขัดต่อการปฏิบัติหน้าที่หรือเป็นการเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ในการดำรงตำแหน่งในคณะกรรมการจริยธรรม
 5. ต้องไม่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการจริยธรรมในส่วนราชกอื่นเกินกว่า 3 แห่งในเวลาเดียวกัน

 วาระการดำรงตำแหน่งของคณะกรรมการจริยธรรม 
 1. คณะกรรมการจริยธรรมมีวาระการดำรงตำแหน่ง 2 ปี นับแต่วันที่ ก.พ. มีประกาศแต่งตั้ง และให้ดำรงตำแหน่งได้ไม่เกิน 2 วาระติดต่อกัน
 2. ให้ผู้ได้รับการแต่งตั้งเป็นประธานกรรมการหรือกรรมการจริยธรรมแทนตำแหน่งที่ว่างปฏิบัติหน้าที่อยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลือของผู้ซึ่งตนแทน

 การพ้นจากตำแหน่งของคณะกรรมการจริยธรรม 
 1. นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระครบ 2 ปี และดำรงตำแหน่งติดต่อกัน 2 ปีแล้ว กรรมการจริยธรรมพ้นจากตำแหน่งเมื่อ
 (1) ตาย
 (2) ลาออก
 (3) พ้นจากการเป็นข้าราชการ พนักงานราชการหรือลูกจ้างในสังกัดส่วนราชการนั้น สำหรับกรรมการตามข้อ 14 (2) และ (3) หรือพ้นจากตำแหน่งประเภทบริหารหรือประเภทอำนวยการสำหรับกรรมการตามข้อ 14 (2)
 2. ในกรณีที่คณะกรรมการจริยธรรมพ้นตำแหน่งตามวาระและยังมิได้แต่งตั้งคณะกรรมการจริยธรรมใหม่ ให้คณะกรรมการจริยธรรมใหม่ ให้คณะกรรมการจริยธรรมนั้นปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะได้แต่งตั้งคณะกรรมการจริยธรรมคณะใหม่
 3. ในกรณีที่คณะกรรมการจริยธรรมพ้นจากตำแหน่งตามวาระ ให้ส่วนราชการดำเนินการสรรหาประธานกรรมการและกรรมการจริยธรรม ข้าราชการพลเรือน ข้อ 14 (1) – (4) รวมทั้งตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ได้รับการสรรหาให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน นับดต่วันที่ครบวาระ และแจ้งให้สำนักงาน ก.พ. ดำเนินการเพื่อแต่งตั้งคณะกรรมการจริยธรรม และประกาศรายชื่อผู้ได้รับการสรรหาไว้ในเว็บไซต์ของสำนักงาน ก.พ. เพื่อให้ทราบโดยทั่วไปเป็นเวลาอย่างน้อย 15 วัน
 4. ในกรณีที่ตำแหน่งกรรมการจริยธรรมว่างลงก่อนครบวาระ ให้ส่วนราชการดำเนินการสรรหาประธานกรรมการ ตามประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน ข้อ 14 (1) หรือกรรมการจริยธรรม ตามประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน ข้อ 14 (2) – (4) แทนตำแหน่งที่ว่างนั้นก็ได้ กรรมการจริยธรรม ข้อ 14 (3) อาจจัดให้มีการขึ้นบัญชีรายชื่อข้าราชการพลเรือนผู้ได้รับคัดเลือกตามลำดับคะแนนก็ได้ ระยะเวลาการขึ้นบัญชีให้เท่ากับวาระการดำรงตำแหน่งของคณะกรรมการจริยธรรมนั้น
 5. ในกรณีที่ตำแหน่งประธานกรรมการ หรือกรรมการจริยธรรมว่างลงก่อนครบวาระ หากมีผู้ดำรงตำแหน่งเหลืออยู่เกินกึ่งหนึ่ง ให้คณะกรรมการจริยธรรมที่เลหือปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้

 อัตราการรับเบี้ยประชุมกรรมการ
 คณะกรรมการจริยธรรมประจำส่วนราชการ ถือเป็นคณะกรรมการที่แต่งตั้งโดยคณะรัฐมนตรีมีสิทธิ์ได้รับเบี้ยประชุมเป็นรายครั้งในอัตรากรรมการครั้งละไม่เกิน 1,600 บาท ประธานกรรมการได้รับเพิ่มอีก 1 ใน 4 ของอัตรากรรมการ เท่ากับครั้งละไม่เกิน 2,000 บาท (พระราชกฤษฎีกาเบี้ยประชุมกรรมการ พ.ศ. 2557 มาตรา 5 มาตรา 6 และมาตรา 7 และประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง กำหนดรายชื่อคณะกรรมการอละอนุกรรมการ เลขานุการ และผู้ช่วยเลขานุการ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2557

Line_baipak_blogspot7